non-fiction

โลกนี้เป็นสีอะไร

posted on 05 Feb 2010 23:45 by wanaluka in non-fiction

"ถ้าลูกเราเป็นผู้ชาย  เขาจะเป็นนักวิทยาศาสตร์"

จะมีสักกี่คนที่ได้รับมอบหมายหน้าที่ตั้งแต่อยู่ในท้องแม่ขนาดนี้  นี่คือประโยคที่พ่อของริชาร์ด  ไฟยน์แมนพูดกับแม่ของเขาและต่อมาคุณไฟยน์แมนก็ได้เป็นนักวิทยาศาสตร์จริงๆ  และเป็นนักวิทยาศาสตร์ผู้ยิ่งใหญ่เสียด้วย

ริชาร์ด  ไฟยน์แมน  ผู้เห็นสีสันในสมการฟิสิกส์!

เคล็ดลับที่ทำให้เขาประสบความสำเร็จนั้นบางคนสันนิษฐานว่าเป็นเพราะริชาร์ด  ไฟยน์แมนมีอาการ synesthesia  (อ่านว่า  ซินเนสเตเซีย)

อาการนี้จะว่าเป็นพรสวรรค์ก็ไม่ผิดนักเพราะว่ามีประสาทสัมผัสชนิดหนึ่งส่งสัญญาณรวนอีกชนิดหนึ่ง  เช่น  เห็นสีมีความหมายหรือนึกคำบางคำเป็นสี  ได้ยินโน้ตเป็นสี  เห็นการเคลื่อนไหวแล้วได้ยินเสียง มองป้ายจราจรแล้วรู้สึกเค็มปะแล่มๆ ในปาก  เห็นตัวหนังสือเป็นเสียง  มองเห็นตัวเลขเป็นสี ฯลฯ

คล้ายกับว่าสายไฟในสมองเชื่อมต่อผิด  เอาจุดที่ปกติมาเชื่อมโยงกัน  ทำให้มีเซนส์ 2 เซนส์เกิดผสมกันสับสนกันขึ้นมา  เช่น  ไฟยน์แมนที่มองเห็นตัวเลขเป็นสีเลยทำให้แก้สมการได้เก่ง  สามารถคิดการขยายทฤษฎีพลศาสตร์ไฟฟ้าควอนตัมให้กว้างใหญ่ขึ้นมาก  ซึ่งนำไปสู่รางวัลโนเบลสาชาฟิสิกส์เมื่อปี  1965

ผลการวิจัยได้กล่าวไว้ว่าคนที่มีอาการซินเนสเตเซียจะจำเลขอย่างหมายเลขโทรศัพท์ได้ดีกว่า  เพราะสามารถใช้สีเป็นเครื่องช่วยจำเป็นประโยชน์มากกว่าโทษ

อาการซินเนสเตเซียเป็นอาการตะวันตกรู้จักกันร่วม 300 ปี  และตั้งชื่อให้ว่า synesthesia  หรือ  synaesthesia   เป็นคำที่มีรากศัพท์มาจากภาษากรีกคือ  syn (ร่วม) +  aisthesis (การรับรู้)  หมายถึง  ประสาทสัมผัสตั้งแต่ 2  อย่างขึ้นไปรับรู้พร้อมกัน  อาการที่พบมากที่สุดคือ  การเห็นตัวเลขหรืออักษรเป็นสี  (colored letters and numbers)  และได้ยินเสียงเป็นสี  (colored hearing)

ความรู้สึกหรือการรับรู้แบบนี้จะคงเส้นคงวา  เช่น  หากชายคนหนึ่งเห็นตัวอักษร ก เป็นสีฟ้า  เขาจะเห็นตัว ก เป็นสีฟ้าไปชั่วชีวิต

ที่น่าสนใจยิ่งขึ้นไปอีกก็คือ  คนที่เป็นซินเนสเตเซียอีกคนอาจจะเถียงว่า ตัว ก เป็นสีเหลือง (หรือสีอื่นๆ )  และคนๆ นั้นก็จะเห็นเป็นสีเหลืองไปชั่วชีวิตเช่นกัน

อย่างไรก็ตาม  เรื่องนี้มีข้อยกเว้นเหมือนกัน  เพราะมีหลักฐานว่า  อักษรตัว 'O'  นั้น  คนที่เป็นซินเนสเตเซียส่วนใหญ่ราว 3 ใน 4  จะเห็นเป็นสีขาวตรงกัน  ลักษณะนี้เองทำให้การรักษายากขึ้น

 ตัวอย่างการมองเห็นตัวอักษรและตัวเลขของคนเป็นซินเนสเตเซีย

ศิลปินไม่น้อยก็มีอาการได้ยินเสียงเป็นสี (colored hearing)  คือมองเห็นสีเมื่อได้ยินเสียงโน้ตดนตรี  เช่น  จิตรกรบางคนเวลาวาดภาพจะเปิดเพลงคลาสสิก  แล้วเห็นเป็นรูปเป็นสีต่างๆ ค่อยๆ เลื่อนลอยเข้ามาเรื่อยๆ จากซ้ายบ้างขวาบ้าง  เป็นก้อนกลมๆ เหลี่ยมๆ เส้นนู่นเส้นนี่เต็มไปหมด  โผล่เข้ามาตามทำนองของเพลง  ซึ่งนับว่าเป็นประโยชน์กับจิตรกรซึ่งต้องค้นหาแรงบันดาลใจในการสร้างสรรค์ผลงาน

นักดนตรีบางคนสามารถแยกแยะโน้ตเพลงได้แม่นยำเพราะอาศัยสีช่วย  ถ้า C ชาร์ปดังขึ้นเมื่อไหร่  เขาจะเห็นสีฟ้า  ถ้าเขยิบไปอีกโน้ตหนึ่งก็จะเห็นเป็นอีกสีหนึ่ง

  ฟรานซ์  ลิสต์  (Franz Liszt)  คีตกวีและนักเปียโนฝีมือฉกาจชาวฮังการีซึ่งสามารถมองเห็นสีเมื่อได้ยินเสียงโน้ตดนตรี

อาการซินเนสเตเซียใช่ว่าจะจำกัดอยู่แต่ในวงการการแพทย์หรือศิลปินเท่านั้น  ในวงการวรรณคดีไทยก็มีการใช้ซินเนสเตเซียเหมือนกันเรียกว่า  อาวัตพากษ์

อาวัตพากษ์ (synesthesia)  คืออุปลักษณ์ประเภทหนึ่งที่นำเอาความรู้สึกจากสัมผัสหนึ่งไปใช้อธิบายการรับรู้ของอีกผัสสะหนึ่ง

เช่น  เหม็นหน้า  (จากจมูกไปสู่ตา)  รสนุ่ม (จากกายไปสู่ลิ้น)  บาดใจ (จากกายไปสู่ใจ)  เย็นตา  (จากกายไปสู่ตา)  เพลงหนักๆ (จากหูไปสู่กาย)  หรือจะเป็นกวีของท่านสุนทรภู่ที่ว่า

"อันอ้อยตาลหวานลิ้นแล้วสิ้นซาก  แต่ลมปาก  "หวานหู"  ไม่รู้หาย

แม้นเจ็บอื่นหมื่นแสนจะแคลนคลาย  เจ็บจนตายนั้นเพราะเหน็บให้เจ็บใจ"

ในวงการการแพทย์และนักจิตวิทยานั้นไม่ถืออาการซินเนสเตเซียเป็นอาการป่วย  ในทางกลับกัน  หากนักจิตวิทยาพบคนที่เป็นซินเนสเตเซียจะยิ่งชอบ  เพราะจะขอความร่วมมือในการศึกษาเกี่ยวกับการทำงานของสมอง  ซึ่งอาจนำไปสู่การเปิดเผยกลไกการรับรู้  ความรู้สึกตัว  การตีความของสมองเมื่อได้รับข้อมูล  ไปจนถึงประเด็นเชิงปรัชญา  เช่น  ความจริงแท้เป็นเช่นไร

ทฤษฏีของไซมอน  บารอน-โคเฮน (Baron-Cohen)  และเพื่อนร่วมงานบอกว่าซินเนสเตเซียน่าจะเกิดจากเหตุผลทางพันธุกรรม

ในกรณีของนักเขียนชาวรัสเซียคนหนึ่งชื่อ  วลาดีมีร์  นาโบคอฟ (Vladimir Nabokov)นั้น  ตอนเด็กๆ เคยบ่นกับคุณแม่ว่าใครกันนะทำตัว A มาผิดสีเพราะตัวเอในความคิดเขาเป็นสีน้ำเงินไม่ใช่สีแดง

ฝ่ายคุณแม่ของเด็กน้อยเมื่อได้ยินเช่นนั้น  แทนที่จะว่าลูกเพี้ยนเธอกลับเข้าใจเป็นอย่างดีเพราะเธอก็เป็น         ซินเนสเตเซียเช่นเดียวกัน  ต่อมาเมื่อวลาดีมีร์  นาโบคอฟมีลูกชายก็ค้นพบว่าลูกชายก็เป็นอีก  เรียกว่าตระกูลนี้มีประสบการณ์พิเศษเรียงติดกันถึง 3 รุ่น

ทฤษฎีของไซมอน ไบรอน-โคเฮนยังกล่าวอีกว่า  ซินเนสเตเซียทำให้การเชื่อมต่อของเซลล์ประสาทมีมากเกินพอดี  ส่งผลให้การรับรู้ของประสาทสัมผัสต่างๆ ปะปนกัน  เช่น  การได้ยินเสียงกับการมองเห็น  (ฟังเพลงบอกว่าสีนั้นสีนี้)  เป็นต้น

พูดง่ายๆ ก็คือทฤษฎีนี้เชื่อว่าสมองของคนที่เป็นซินเนสเตเซียมีโครงสร้างทางกายภาพหรือ  "hardware"    แตกต่างจากคนปกติ!

แนวคิดนี้มีทั้งคนเห็นด้วยและไม่เห็นด้วย  อย่างไรก็ตามอาการซินเนสเตเซียยังเป็นอาการทางสมองที่ชวนพิศวงเย้ายวนให้มนุษย์สมองขนาด 1.3 กิโลกรัมกว่าๆ อย่างเราสืบค้นกันต่อไป

อาการซินเนสเตเซียจะเป็นแค่อาการประหลาดๆ ไม่มีความสำคัญอันใดเลยถ้าผู้เป็นซินเนสเตเซียไม่นำความสามารถพิเศษมาใช้ให้เกิดประโยชน์

ริชาร์ด  ไฟยน์  นักฟิสิกส์รางวัลโนเบลได้นำความสามารถพิเศษนี้มาใช้ในการคิดทฤษฎีทางวิทยาศาสตร์

เมื่อมีเวลาว่างเขาก็เอาความรู้ไปถ่ายทอดให้ลูกศิษย์  เขากล่าวว่า  "ผมอยากสอน  เพราะในตอนที่ผมไม่มีไอเดียอะไรใหม่ๆ ในงานวิจัย  ผมก็ยังสามารถให้อะไรกับสังคมได้"

เห็นได้ว่าพรสวรรค์ไม่ได้มีไว้ให้เราชื่นชมเพียงแต่ผู้เดียว  เมื่อมีพรสวรรค์แล้วต้องใช้ให้เป็นประโยชน์ต่อ      ส่วนรวม  ผู้มีชื่อเสียงเป็นที่ยกย่องส่วนมากไม่ได้เป็นเพราะพรสวรรค์ช่วยแต่เป็นเพราะความเสียสละของเขาที่มีต่อสังคมดังคำกล่าวที่ว่า

พลังที่ยิ่งใหญ่มาพร้อมกับความรับผิดชอบอันใหญ่ยิ่ง